มะม่วงน้ำดอกไม้ห่อด้วยถุงคาร์บอน

ผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้ห่อถุงคาร์บอน ได้ไร่ละ 2,500 กิโลกรัมที่วังทับไท

ปัจจุบัน ต.วังทับไทร กิ่ง อ.สากเหล็ก จ.พิจิตร เป็นแหล่งผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้เพื่อการส่งออกใหญ่ระดับประเทศแห่งหนึ่ง มีพื้นที่ปลูกมะม่วงนับหมื่นไร่และผลผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้ของที่นี่ทั้งหมดจะ ปลูกในสภาพไร่ สภาพพื้นดินแห้งเร็ว ในช่วงผลผลิตมะม่วงแก่จะได้ผลผลิตที่มีคุณภาพเยี่ยม รสชาติหวานได้เปรียบกว่าการปลูกมะม่วงในที่ลุ่ม ที่สำคัญไปกว่านั้นเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงของตำบลนี้ได้ผลิตมะม่วงในระบบ GAP (เกษตรดีที่เหมาะสม) ไม่พบปัญหาเรื่องของสารเคมีตกค้างบนผลมะม่วง

คุณ มานิจ อ่ำรัก เกษตรกร กิ่งอำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้เบอร์ 4 จำนวน 1,000 ต้น และน้ำดอกไม้สีทอง 1,000 ต้น ในพื้นที่ปลูก 40 ไร่ เป็นที่ทราบกันดีว่าในการผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้นั้นมีความจำเป็นจะต้องห่อผล โดยเริ่มห่อผลในระยะขนาดของผลใหญ่เท่ากับไข่ไก่ ก่อนที่จะห่อผล 1 วัน เกษตรกรควรจะฉีดพ่นสารป้องกันและกำจัดเชื้อราเมเจอร์เบน คุณมานิจบอกถึงข้อดีของการห่อผลมะม่วงน้ำดอกไม้จะทำให้ผิวมะม่วงสวยและ ป้องกันการทำลายของแมลง (โดยเฉพาะแมลงวันทอง) ในอดีตวัสดุที่ใช้ในการห่อผลจะใช้กระดาษหนังสือพิมพ์พับเป็นถุง ปัจจุบันได้มีการประยุกต์นำถุงคาร์บอนซึ่งมีต้นทุนของถุงใบละ 80 สตางค์ และมีอายุการใช้งานได้นานประมาณ 3 ปี (ห่อมะม่วงได้ 3 รุ่น) คุณมานิจบอกว่าคุ้มต่อการลงทุนเนื่องจากเมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตจะขายได้ราคา สูงกว่าน้ำดอกไม้ที่ห่อด้วยถุงกระดาษหนังสือพิมพ์ถึงกิโลกรัมละ 10 บาท (ห่อด้วยถุงคาร์บอนขายได้กิโลกรัมละ 30 บาท ในขณะที่ห่อด้วยถุงกระดาษหนังสือพิมพ์ได้เพียง 20 บาท) คุณสมบัติพิเศษอีกประการหนึ่งของถุงคาร์บอนคือจะเปลี่ยนสีผิวของมะม่วงน้ำ ดอกไม้เบอร์ 4 ที่แก่จัดจากผิวสีเขียวเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองคล้ายกับมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง

นอก จากคุณมานิจสามารถผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้ได้คุณภาพแล้ว ยังมีเทคนิคในการผลิตมะม่วงให้ได้ผลผลิตต่อไร่สูงคือ ได้ผลผลิตมากถึง 2,500 กิโล กรัมต่อไร่ โดยเน้นถึงวิธีการสะสมอาหารให้กับต้นมะม่วงให้สมบูรณ์ จากที่เคยใช้ปุ๋ยทางใบสูตร 0-52-34 เปลี่ยนมาใช้สารเฟอร์ติไจเซอร์ อัตรา 30-40 กรัม ผสมกับสารเฟตามินอัตรา 10 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นในช่วงสะสมอาหารให้กับต้นมะม่วง หลังจากที่ราดสารแพคโคลบิวทราโซลไปแล้ว โดยมีการฉีดพ่นต่อเนื่อง 3 ครั้ง ห่างกัน 7-10 วัน เมื่อถึงเวลาดึงช่อดอกพบว่าช่อดอกมะม่วงจะออกได้ทั่วต้นและช่อดอกค่อนข้าง สมบูรณ์ติดผลดีมาก

คุณมานิจยังได้ให้ข้อคิดที่สำคัญของเกษตรกรที่ ผลิตมะม่วงเพื่อการส่งออก จะต้องเอาใจใส่ในเรื่องการดูแลรักษาพอสมควร โดยเฉพาะเอา ใจใส่ในเรื่องของการใช้สารเคมีที่ต้องคำนึงถึงสารตกค้างเพราะจะมีผลต่อการ  ส่งออก.

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศสภาพพื้นดินแห้งเร็ว ในช่วงผลผลิตมะม่วงแก่จะได้ผลผลิตที่มีคุณภาพเยี่ยม รสชาติหวานได้เปรียบกว่าการปลูกมะม่วงในที่ลุ่ม ที่สำคัญไปกว่านั้นเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงของตำบลนี้ได้ผลิตมะม่วงในระบบ GAP (เกษตรดีที่เหมาะสม) ไม่พบปัญหาเรื่องของสารเคมีตกค้างบนผลมะม่วง

คุณ มานิจ อ่ำรัก เกษตรกร กิ่งอำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้เบอร์ 4 จำนวน 1,000 ต้น และน้ำดอกไม้สีทอง 1,000 ต้น ในพื้นที่ปลูก 40 ไร่ เป็นที่ทราบกันดีว่าในการผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้นั้นมีความจำเป็นจะต้องห่อผล โดยเริ่มห่อผลในระยะขนาดของผลใหญ่เท่ากับไข่ไก่ ก่อนที่จะห่อผล 1 วัน เกษตรกรควรจะฉีดพ่นสารป้องกันและกำจัดเชื้อราเมเจอร์เบน คุณมานิจบอกถึงข้อดีของการห่อผลมะม่วงน้ำดอกไม้จะทำให้ผิวมะม่วงสวยและ ป้องกันการทำลายของแมลง (โดยเฉพาะแมลงวันทอง) ในอดีตวัสดุที่ใช้ในการห่อผลจะใช้    กระดาษหนังสือพิมพ์พับเป็นถุง ปัจจุบันได้มีการประยุกต์นำถุงคาร์บอนซึ่งมีต้นทุนของถุงใบละ 80 สตางค์ และมีอายุการใช้งานได้นานประมาณ 3 ปี (ห่อมะม่วงได้ 3 รุ่น) คุณมานิจบอกว่าคุ้มต่อการลงทุนเนื่องจากเมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตจะขายได้ราคา สูงกว่าน้ำดอกไม้ที่ห่อด้วยถุงกระดาษหนังสือพิมพ์ถึงกิโลกรัมละ 10 บาท (ห่อด้วยถุงคาร์บอนขายได้กิโลกรัมละ 30 บาท ในขณะที่ห่อด้วยถุงกระดาษหนังสือพิมพ์ได้เพียง 20 บาท) คุณสมบัติพิเศษอีกประการหนึ่งของถุงคาร์บอนคือจะเปลี่ยนสีผิวของมะม่วงน้ำ ดอกไม้เบอร์ 4 ที่แก่จัดจากผิวสีเขียวเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองคล้ายกับมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง

นอก จากคุณมานิจสามารถผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้ได้คุณภาพแล้ว ยังมีเทคนิคในการผลิตมะม่วงให้ได้ผลผลิตต่อไร่สูงคือ ได้ผลผลิตมากถึง 2,500 กิโล กรัมต่อไร่ โดยเน้นถึงวิธีการสะสมอาหารให้กับต้นมะม่วงให้สมบูรณ์ จากที่เคยใช้ปุ๋ยทางใบสูตร 0-52-34 เปลี่ยนมาใช้สารเฟอร์ติไจเซอร์ อัตรา 30-40 กรัม ผสมกับสารเฟตามินอัตรา 10 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นในช่วงสะสมอาหารให้กับต้นมะม่วง หลังจากที่ราดสารแพคโคลบิวทราโซลไปแล้ว โดยมีการฉีดพ่นต่อเนื่อง 3 ครั้ง ห่างกัน 7-10 วัน เมื่อถึงเวลาดึงช่อดอกพบว่าช่อดอกมะม่วงจะออกได้ทั่วต้นและช่อดอกค่อนข้าง สมบูรณ์ติดผลดีมาก

คุณมานิจยังได้ให้ข้อคิดที่สำคัญของเกษตรกรที่ ผลิตมะม่วงเพื่อการส่งออก จะต้องเอาใจใส่ในเรื่องการดูแลรักษาพอสมควร โดยเฉพาะเอา ใจใส่ในเรื่องของการใช้สารเคมีที่ต้องคำนึงถึงสารตกค้างเพราะจะมีผลต่อการ  ส่งออก

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

เดลินิวส์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>